เงิน

ทำไมมีเงินเยอะแล้วยังใช้ชีวิตแบบกลัวจนตลอด (Scarcity Mindset)

รู้จักคนที่เงินเดือนหลักแสนแต่ยังเถียงกับแม่ค้าเรื่องส่วนลด 5 บาท เลือกกินข้าวราคาถูกที่สุดทุกมื้อ ไม่กล้าซื้อประกันสุขภาพเพราะ “เสียดายเงิน” ทั้งที่บัญชีมีเงินเก็บเกินพอ และก็รู้จักอีกคนที่รายได้ไม่สูงมากแต่ใช้ชีวิตแบบไม่กลัว กล้าลงทุนในตัวเอง กล้าช่วยเหลือคนอื่นเวลาจำเป็น แล้วก็ยังมีเงินเก็บโตขึ้นเรื่อยๆ

ความต่างนี้นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า scarcity mindset กับ abundance mindset และมันไม่เกี่ยวกับยอดเงินในบัญชีเลยสักนิด

สมองที่เคยขาดแคลน จะกลัวแบบนี้ไปตลอด

งานวิจัยของ Sendhil Mullainathan และ Eldar Shafir (ผู้เขียนหนังสือ Scarcity) พบว่าการอยู่ในภาวะขาดแคลนเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา หรือทรัพยากรอื่น จะดึง “แบนด์วิดท์” ทางความคิดของสมองไปจดจ่อกับการขาดแคลนนั้นแบบไม่รู้ตัว ทำให้มองเห็นแต่ปัญหาตรงหน้า ตัดสินใจระยะสั้นเก่งขึ้น แต่วางแผนระยะยาวแย่ลง

จุดที่น่าสนใจคือ สมองที่เคยผ่านช่วงขาดแคลนมาก่อน แม้สถานการณ์จะดีขึ้นแล้ว แพทเทิร์นความคิดแบบนี้มักไม่หายไปง่ายๆ คนที่เคยลำบากตอนเด็กแล้วตอนนี้มีฐานะดีแล้ว จึงยังรู้สึกกลัวจนอยู่ลึกๆ ทั้งที่ตัวเลขในบัญชีบอกว่าไม่ควรกลัวแล้ว นี่คือเหตุผลที่คนเงินเดือนหลักแสนในเรื่องข้างบนยังเถียงเรื่องส่วนลด 5 บาทอยู่

ความกลัวนี้มีรากจากวัยเด็ก ไม่ใช่จากปัจจุบัน

นักจิตวิทยาการเงิน Brad Klontz เสนอกรอบที่เรียกว่า Money Scripts บอกว่าความเชื่อเรื่องเงินของแต่ละคนมักฝังมาจากประสบการณ์วัยเด็ก แบ่งคร่าวๆ ได้สี่แบบ บางคนเชื่อว่าเงินเป็นเรื่องน่ากลัวควรหลีกเลี่ยง บางคนเชื่อว่ามีเงินแล้วจะมีความสุข บางคนเชื่อว่าเงินคือเครื่องวัดคุณค่าในสังคม และบางคนเชื่อว่าต้องจับตาดูเงินทุกบาททุกสตางค์ตลอดเวลาถึงจะปลอดภัย

ความเชื่อพวกนี้ไม่ได้ผิด มันคือกลไกป้องกันตัวที่เคยช่วยให้รอดในสถานการณ์หนึ่งมาก่อน ปัญหาคือเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ความเชื่อเดิมยังทำงานเหมือนเดิม จนกลายเป็นตัวบล็อกการใช้ชีวิตแทน

ขยายแบนด์วิดท์ทางความคิด ทำได้จริงด้วยระบบ ไม่ใช่แค่กำลังใจ

วิธีที่งานวิจัยแนะนำไม่ใช่การบอกตัวเองว่า “ไม่ต้องกลัวนะ” เพราะมันไม่ได้ผลกับความกลัวที่ฝังลึกขนาดนี้ วิธีที่ได้ผลกว่าคือลดจำนวนการตัดสินใจเรื่องเงินที่ต้องใช้พลังใจในแต่ละวันลง เช่น ตั้งระบบหักออมอัตโนมัติแทนการตัดสินใจออมใหม่ทุกเดือน และสร้าง “ส่วนเผื่อ” ในงบประมาณไว้ชัดเจน เพราะงานวิจัยพบว่าคนที่มีส่วนเผื่อทางการเงินแม้เพียงเล็กน้อย จะมีอาการคิดแบบขาดแคลนน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้จะเท่าเดิมก็ตาม

พูดอีกแบบคือ ความรู้สึกมั่งคั่งทางใจ มาจากการมี “พื้นที่หายใจ” ในระบบการเงิน ไม่ใช่จากยอดเงินในบัญชีอย่างเดียว

เงินสำรองฉุกเฉินของผมเผื่อไว้เกินความจำเป็นมานานหลายปีโดยไม่รู้ตัว จนมารู้ทีหลังว่าเงินส่วนที่เผื่อเกินนั้น เอาไปลงทุนหรือพัฒนาทักษะตัวเองได้มากกว่านี้ตั้งนานแล้ว ความกลัวที่ทำให้กักเงินไว้เฉยๆ แบบนั้นไม่ได้มีเหตุผลรองรับมากเท่าที่รู้สึกเลย

ลองทำตอนนี้

ลองนึกถึงพฤติกรรมเรื่องเงินหนึ่งอย่างที่คุณยังทำอยู่ทั้งที่ตอนนี้ฐานะดีขึ้นแล้ว เช่น ไม่กล้าซื้อของจำเป็นเพราะเสียดาย หรือเก็บเงินแบบไม่ยอมใช้แม้แต่กับสิ่งที่ควรลงทุน แล้วลองสังเกตว่าความรู้สึกนั้นมาจากสถานการณ์ตอนนี้จริงๆ หรือมาจากความกลัวเก่าที่ติดมาจากอดีต

สัปดาห์นี้ลองเลือกทำสิ่งเดียวที่ “แบบ abundance” จะทำ โดยไม่ต้องใหญ่โต เช่น ซื้อของดีขึ้นสักชิ้นที่จำเป็นจริงๆ แล้วสังเกตความกลัวที่โผล่ขึ้นมา นั่นคือร่องรอยของ scarcity mindset ที่คุณกำลังค่อยๆ คลายออกอยู่