ทำไมเพื่อนสาย J วางแผนเป๊ะ แต่คุณใช้เงินแบบไหลไปเรื่อย (MBTI ฉบับเข้าใจง่าย)
ผมเป็น ISTJ ชีวิตเต็มไปด้วยสเปรดชีตกับ if-else เรื่องเงินก็เหมือนกัน ผมทำสเปรดชีตละเอียดยิบตั้งแต่ค่าตั๋วเครื่องบินยันค่าทิปโรงแรม แล้วก็เผลอคิดไปว่าทุกคนควรทำแบบนี้ จนวันหนึ่งไปเที่ยวกับเพื่อนคนหนึ่งที่พูดแค่ “เดี๋ยวค่อยคิดหน้างาน มีบัตรก็รอดแหละ” ผมอึดอัดแทนตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง แต่เพื่อนคนนี้กลับไม่เครียดอะไรเลย สุดท้ายทั้งคู่ไปเที่ยวกลับมาสนุกเหมือนกัน
พอกลับมาดูเรื่องเงินจริงในชีวิตประจำวัน ผมมีเงินเก็บเพิ่มทุกเดือนตามแผน ส่วนเพื่อนคนนั้นงงทุกสิ้นเดือนว่าเงินหายไปไหน ตอนนั้นผมคิดไปเองว่าเพื่อนขี้เกียจวางแผน จนมารู้จัก MBTI ทีหลัง ถึงเข้าใจว่าความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องขยันหรือขี้เกียจเลย มันคือ MBTI คนละแบบกันล้วนๆ
MBTI อธิบายแบบไม่ต้องท่องศัพท์
MBTI แบ่งคนตาม 4 แกน แกนแรกคือได้พลังจากไหน อยู่คนเดียวแล้วชาร์จแบต (I) หรืออยู่กับคนแล้วชาร์จแบต (E) แกนที่สองคือรับข้อมูลแบบไหน เน้นรายละเอียดที่จับต้องได้ (S) หรือเน้นภาพรวมและความเป็นไปได้ (N) แกนที่สามคือตัดสินใจจากอะไร ใช้ตรรกะและข้อมูล (T) หรือใช้ความรู้สึกและผลกระทบต่อคน (F) แกนสุดท้ายคือใช้ชีวิตแบบไหน ชอบวางแผนและปิดจ็อบ (J) หรือชอบยืดหยุ่นเปิดทางเลือกไว้ (P)
รวมกันได้ 16 แบบ แต่สำหรับเรื่องเงิน สองแกนที่สำคัญที่สุดคือ T/F กับ J/P
สองแกนที่กำหนดว่าคุณจะจัดการเงินแบบไหน
คนสาย T มักตัดสินใจเรื่องเงินด้วยตัวเลขล้วนๆ คุ้มไม่คุ้ม ผลตอบแทนเท่าไหร่ คำนวณก่อนเสมอ คนสาย F มักมองเรื่องเงินผ่านมุมความสัมพันธ์และความรู้สึก เช่น ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อไม่ให้คนที่รักลำบาก หรือรู้สึกผิดถ้าปฏิเสธให้เงินญาติ ทั้งสองแบบไม่ได้ฉลาดกว่ากัน แค่ให้น้ำหนักกับคนละเรื่อง
คนสาย J มักทำงบประมาณล่วงหน้าและรู้สึกอุ่นใจเมื่อมีแผนชัดเจน ระบบแบบออมอัตโนมัติหรือสเปรดชีตเหมาะกับคนกลุ่มนี้มาก คนสาย P มักรู้สึกอึดอัดกับแผนที่ตายตัวเกินไป ชอบตัดสินใจตามสถานการณ์ตรงหน้า ถ้าบังคับให้ใช้สเปรดชีตละเอียดยิบแบบคนสาย J มักเลิกใช้ภายในสองสัปดาห์ (สเปรดชีตไม่ได้แก้ปัญหาเงินของใครหรอก มันแค่ทำให้คนสาย J แบบผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นเฉยๆ)
คนที่เป็น T และ J พร้อมกัน มักเป็นกลุ่มที่จะสนุกกับการคำนวณเลขอิสรภาพทางการเงินแบบที่เราจะพูดถึงในบทความต่อๆ ไป และทำตามแผนได้จริง ส่วนคนที่เป็น F และ P พร้อมกัน ระบบแบบนั้นอาจรู้สึกเหมือนคุกมากกว่าเครื่องมือ
เรื่องนี้ไม่มีฝั่งไหนถูกฝั่งไหนผิด มันเป็นเรื่องหาจุดสมดุลที่ใช่กับตัวเองมากกว่า คนสาย T-J ที่ฝืนทำตัวให้ยืดหยุ่นแบบ F-P ร้อยเปอร์เซ็นต์ จะเครียดไม่ต่างจากคนสาย F-P ที่ถูกบีบให้ทำสเปรดชีตละเอียดยิบ ระบบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคนไม่ใช่ระบบที่เป๊ะที่สุด แต่เป็นระบบที่ตัวเองทนอยู่กับมันได้นานพอจนเห็นผล
MBTI กับ Enneagram ต่างกันตรงไหน
ถ้าเคยอ่านบทความ Enneagram ของเรามาก่อน อาจสงสัยว่าทำไมต้องมีสองระบบ คำตอบคือ Enneagram บอกว่าคุณ “กลัวอะไร” ลึกๆ ส่วน MBTI บอกว่าคุณ “ประมวลผลและตัดสินใจ” แบบไหน อย่างผมเองเป็น ISTJ ควบกับ Enneagram ประเภท 5 สองอย่างนี้เสริมกันพอดี MBTI บอกว่าผมตัดสินใจด้วยตรรกะและชอบวางแผน (T-J) ส่วน Enneagram บอกว่าทำไมผมถึงเป็นแบบนั้น คือกลัวตัดสินใจผิดพลาดเพราะข้อมูลไม่พอ เลยต้องเก็บข้อมูลให้ครบก่อนเสมอ ผลคือบางทีก็เก็บข้อมูลนานเกินจนไม่ได้ลงมือทำสักที คนที่เป็น Enneagram ประเภท 6 แต่มี MBTI ต่างจากผม อาจแสดงความกลัวเรื่องความมั่นคงออกมาคนละแบบเลย เช่นคนสาย F อาจโทรหาครอบครัวบ่อยๆ เพื่อความอุ่นใจ แทนที่จะนั่งทำสเปรดชีตแบบผม
ลองทำตอนนี้
ลองนึกดูว่าตอนตัดสินใจเรื่องเงิน คุณมักเริ่มจากตัวเลขหรือเริ่มจากถามว่ามันกระทบใครบ้าง และตอนวางแผนการเงิน คุณรู้สึกอุ่นใจกว่าเมื่อมีตารางชัดเจน หรือรู้สึกอึดอัดถ้าต้องตามแผนเป๊ะเกินไป
ถ้าระบบจัดการเงินที่คุณเคยลองใช้แล้วล้มเหลวซ้ำๆ ลองเช็คดูว่ามันขัดกับสไตล์ธรรมชาติของคุณหรือเปล่า คนสาย F-P ที่พยายามฝืนใช้สเปรดชีตแบบคนสาย T-J มักไม่ใช่ปัญหาวินัย แต่เป็นปัญหาเลือกเครื่องมือผิดตั้งแต่ต้น
ผมเองใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเลิกบังคับให้คนรอบตัวทำสเปรดชีตแบบผม พอเลิกได้ ความสัมพันธ์กับเรื่องเงินในชีวิตก็เบาลงไปเยอะ ไม่ใช่เพราะผมยอมให้ใครใช้เงินมือเติบขึ้น แต่เพราะเจอระบบที่เหมาะกับแต่ละคนจริงๆ ต่างหาก