คุณใช้เงินแบบนี้เพราะคุณเป็นคนแบบไหน (Enneagram ฉบับคนไม่เคยรู้จัก)
อ่านบทความของเรามาสักพัก น่าจะเจอประโยคแบบ “ใกล้เคียง Enneagram ประเภท 3” หรือ “คนแบบประเภท 6 มักทำแบบนี้” โผล่มาเรื่อยๆ แล้วอาจสงสัยว่าเลขพวกนี้มันคืออะไร ทำไมเพจการเงินถึงพูดถึงมันบ่อยขนาดนี้
เรื่องนี้ควรอธิบายให้ชัดสักครั้ง เพราะมันคือรากฐานของเกือบทุกบทความที่เราเขียน
Enneagram อธิบายแบบสั้นที่สุด
Enneagram คือแผนที่บุคลิกภาพ 9 แบบ ที่ไม่ได้แบ่งคนตามพฤติกรรมที่เห็นภายนอก แต่แบ่งตาม “ความกลัวหลัก” และ “แรงขับเคลื่อนหลัก” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนั้น คนสองคนอาจทำอะไรเหมือนกันเป๊ะ เช่น เก็บเงินเยอะมาก แต่คนหนึ่งเก็บเพราะกลัวไม่มั่นคง อีกคนเก็บเพราะอยากพิสูจน์ความสำเร็จให้คนอื่นเห็น ถ้ามองแค่พฤติกรรมจะดูเหมือนกัน แต่ถ้ามองที่แรงขับเคลื่อน จะรู้ทันทีว่าวิธีช่วยให้สองคนนี้จัดการเงินได้ดีขึ้นต้องต่างกันโดยสิ้นเชิง
นี่คือเหตุผลที่เราเลือก Enneagram มาคุยเรื่องเงิน ไม่ใช่แค่เพราะมันฮิต แต่เพราะมันตอบคำถาม “ทำไม” ได้ตรงจุดกว่าการดูแค่พฤติกรรมเฉยๆ
9 ประเภทแบบย่อ พร้อมแง่มุมเรื่องเงิน
ประเภท 1 นักปฏิรูป ยึดถือความถูกต้องและมาตรฐานสูง เรื่องเงินมักวางแผนรัดกุม มีระเบียบ แต่บางครั้งเครียดกับตัวเองเกินไปถ้าทำพลาดแม้เรื่องเล็ก
ประเภท 2 ผู้ให้ ให้ความสำคัญกับการดูแลคนอื่น เรื่องเงินมักเผื่อแผ่คนรอบตัวจนลืมเผื่อตัวเอง เราจะพูดถึงแพทเทิร์นนี้ลึกขึ้นในบทความเรื่อง Sandwich Generation ที่จะตามมาเร็วๆ นี้
ประเภท 3 นักความสำเร็จ วัดคุณค่าตัวเองจากผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เรื่องเงินมักผูกกับตัวเลขและสถานะ เห็นคนอื่นไปไกลกว่าแล้วรู้สึกว่าตัวเองช้า
ประเภท 4 นักสร้างสรรค์ ให้คุณค่ากับความรู้สึกและความเป็นตัวเอง เรื่องเงินอาจใช้จ่ายตามอารมณ์มากกว่าตามแผน เพราะมองเงินเป็นเครื่องมือแสดงตัวตนมากกว่าตัวเลข
ประเภท 5 นักสังเกตการณ์ ชอบเก็บข้อมูลและพึ่งพาตัวเองได้ เรื่องเงินมักประหยัดและศึกษาหาความรู้ก่อนลงทุนเสมอ แต่บางครั้งเก็บข้อมูลนานเกินจนไม่ลงมือทำสักที
ประเภท 6 นักภักดี ให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยเป็นอันดับแรก เรื่องเงินมักเก็บออมหนักและกลัวความเสี่ยง จนบางครั้งพลาดโอกาสดีๆ ไปเพราะกลัวเกินเหตุ
ประเภท 7 นักผจญภัย ชอบความตื่นเต้นและประสบการณ์ใหม่ เรื่องเงินมักใช้จ่ายไปกับความสนุกและสิ่งที่ตื่นเต้น เสี่ยงที่จะกระโดดตามกระแสการลงทุนที่ดูน่าตื่นเต้นแต่ไม่ได้ศึกษาลึกพอ
ประเภท 8 นักท้าทาย มั่นใจในตัวเองสูงและชอบควบคุมสถานการณ์ เรื่องเงินมักกล้าตัดสินใจเร็วและลงทุนหนัก แต่ความมั่นใจที่สูงเกินไปอาจทำให้มองข้ามความเสี่ยงที่ควรระวัง
ประเภท 9 นักไกล่เกลี่ย ต้องการความสงบและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เรื่องเงินมักผัดวันประกันพรุ่งกับเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ เช่น การวางแผนเกษียณหรือการคุยเรื่องหนี้ในครอบครัว
ไม่มีประเภทไหนดีหรือแย่กว่ากัน แต่ละแบบมีจุดแข็งและจุดที่ต้องระวังเรื่องเงินต่างกันไปเท่านั้นเอง
แล้ว MBTI ล่ะ ต่างจาก Enneagram ตรงไหน
MBTI บอกว่าคุณ “ประมวลผลข้อมูลและตัดสินใจ” แบบไหน เช่น ชอบดูข้อมูลตัวเลข (T) หรือดูความรู้สึกคนรอบตัว (F) ชอบวางแผนล่วงหน้า (J) หรือยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ (P) ส่วน Enneagram บอกว่าคุณ “กลัวอะไร” และ “อยากได้อะไร” ลึกๆ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนั้นอีกที
พูดง่ายๆ คือ MBTI บอกวิธีคิดของคุณ ส่วน Enneagram บอกเหตุผลที่คุณคิดแบบนั้น สองอย่างนี้ใช้เสริมกันได้ เราเลยพูดถึงทั้งคู่ในบทความต่างๆ แต่ถ้าต้องเลือกใช้หลักไหนอธิบายเรื่องเงินเป็นหลัก เราเลือก Enneagram เพราะความกลัวและแรงขับเคลื่อนคือสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมการใช้เงินได้ตรงกว่า
เช็คตัวเองแบบเร็วๆ
ลองอ่านประโยคสั้นๆ ต่อไปนี้ แล้วดูว่าข้อไหนรู้สึกใช่ที่สุดสักหนึ่งหรือสองข้อ นี่ไม่ใช่แบบทดสอบที่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ แค่เป็นจุดเริ่มต้นให้สำรวจตัวเองก่อน
ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องสมบูรณ์แบบ อาจใกล้เคียงประเภท 1 ถ้าคุณมักให้ความสำคัญกับคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ อาจใกล้เคียงประเภท 2 ถ้าคุณรู้สึกดีที่สุดตอนทำสำเร็จและมีคนเห็น อาจใกล้เคียงประเภท 3 ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองพิเศษและแตกต่างจากคนอื่นเสมอ อาจใกล้เคียงประเภท 4 ถ้าคุณชอบอยู่คนเดียวและพึ่งพาตัวเองมากกว่าขอความช่วยเหลือ อาจใกล้เคียงประเภท 5 ถ้าคุณคิดถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดก่อนเสมอเพื่อเตรียมตัว อาจใกล้เคียงประเภท 6 ถ้าคุณกลัวพลาดโอกาสสนุกๆ มากกว่ากลัวอย่างอื่น อาจใกล้เคียงประเภท 7 ถ้าคุณไม่ชอบให้ใครมาสั่งหรือควบคุมคุณ อาจใกล้เคียงประเภท 8 ถ้าคุณมักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและปล่อยเรื่องยากๆ ไว้ก่อน อาจใกล้เคียงประเภท 9
ถ้าอยากได้แบบทดสอบที่ละเอียดกว่านี้พร้อมคำแนะนำเรื่องเงินเฉพาะประเภทของคุณ เรากำลังทำอยู่ เดี๋ยวจะมาบอกอีกทีเมื่อพร้อม
ลองทำตอนนี้
จำประเภทที่ใกล้เคียงตัวเองที่สุดจากข้างบนไว้ก่อน เพราะนี่คือพื้นฐานที่เราจะใช้ซ้ำไปเรื่อยๆ ในบทความต่อๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้บัตรเครดิต การวางแผนเกษียณ หรือการแยกการลงทุนออกจากการพนัน พอถึงตอนนั้นคุณจะเชื่อมกับตัวเองได้เร็วขึ้นว่าทำไมคุณถึงตัดสินใจเรื่องเงินแบบที่ทำมาตลอด
และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการจัดการเงินให้ดีขึ้น ไม่ใช่การหาสูตรใหม่ แต่คือการเข้าใจว่าทำไมสูตรเดิมถึงไม่เคยได้ผลกับคุณ